.comment-link {margin-left:.6em;}

Noi's life & thoughts

Tuesday, June 08, 2004

มาเล่าความฝันให้ฟัง

ความฝันที่จะเล่าให้ฟังเป็นความฝันจริงๆ แบบว่าหลับฝัน ไม่ใช่ความฝันที่ตื่นอยู่แล้วหวังจะให้มันเป็น ...

บ่อยครั้งที่ผมฝันแล้วรู้สึกว่ามันสนุกดี บางทีก็รีบจดลงสมุดบันทึกเมื่อตื่น บางทีก็จดลงสมุดบันทึกทั้งที่ยังหลับฝันอยู่ (ก็คือฝันว่าจดบันทึกแล้วนั่นแหละ เหมือนฝันซ้อนฝัน) แล้วพอตื่นมาก็ไม่ได้จดแล้วก็ลืมว่าฝันอะไรบ้าง รายละเอียดปลีกย่อยมีอะไรบ้าง

ก่อนตื่นเช้านี้เอง (เช้าของผม ที่บ้านเรียกว่าสายโด่ง) ผมฝันไปว่า ได้มีการจัดงานแสดงความสามารถนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศและผมเป็นหนึ่งในผู้ชม สถานที่ที่ใช้ในการจัดงานเป็นเหมือนโรงภาพยนตร์ใหญ่มากๆ แห่งหนึ่ง และผู้เข้าชมแต่ละคนจะสามารถลงคะแนนโหวตให้การแสดงแต่ละชุดได้ โดยการแสดงในคืนนั้นเป็นการแสดงที่ได้รับการคัดเลือกมาแล้วว่าเด็ดสุด มีทั้งหมดห้ารายการ

มีการแสดงอยู่สองชุดที่ผมจำได้ (ในฝันเหมือนกับว่าผมเข้าไปสาย การแสดงที่สามจบลงพอดี ผมได้ทันดูการแสดงสองรายการที่เหลือ) และที่ผมประทับใจมากมีอยู่ชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นการแสดงนาฏกรรมไทยประยุกต์ คือเป็นการรำไทย ใช้ดนตรีไทยทำนองร่วมสมัย แต่ชุดที่ผู้รำสวมใส่เป็นชุดแบบลิเก มีผู้รำที่เป็นชายเพียงคนเดียวสวมชุดแดงอยู่กลางเวที ที่เหลือเป็นหญิงสวมชุดสีเขียวอ่อนๆ กระจายอยู่โดยรอบ (รายละเอียดการแสดงไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน) เมื่อจบการแสดงผู้ชมทั้งหมดต่างก็ปรบมือให้กับผู้แสดงต่อเนื่องยาวนาน จนผู้จัดต้องเปิดม่านให้ผู้แสดงทั้งหมดออกมาโค้งคำนับขอบคุณถึงสองรอบ (เพราะผู้ชมไม่ยอมหยุดปรบมือ)

ส่วนการแสดงอีกหนึ่งรายการที่ผมจำได้ เป็นรายการต่อจากนาฏกรรมไทยประยุกค์ เป็นมิวสิควีดิโอที่ฉายขึ้นจอภาพยนตร์ขนาดยักษ์ ซึ่งมิวสิควีดิโอนี้ดำเนินการทุกอย่างโดยนักศึกษาสี่คนที่ได้รับทุนไปเรียนอยู่ต่างประเทศ (อยู่กันคนละประเทศในทวีปยุโรปแต่ตอนเรียนอยู่ในไทยอยู่สถาบันเดียวกัน คนละคณะวิชา คนละชั้นปี) ที่การแสดงชุดนี้ได้เข้ารอบมา เพราะว่าคณะกรรมการเห็นถึงความพยายามที่จะทำงานของพวกเขา เพราะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวพวกเขาเอง แต่งเนื้อร้อง ทำนอง หาสถานที่ ถ่ายทำมิวสิค (มีแต่พวกเขาสี่คนในมิวสิควีดิโอ) ฯลฯ ที่จริงสิ่งที่ทำให้ผมจำการแสดงรายการนี้ได้เพราะทำนองดนตรีแปลกๆ (ตอนตื่นมาใหม่ๆ ยังร้องเพลงของพวกเขาได้อยู่ท่อนนึงเลย แต่ตอนนี้ลืมไปแล้ว เพราะไม่ได้จดเนื้อร้องไว้) เพลงที่นำเสนอเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม เกี่ยวกับการหาโอกาสเดินทางออกไปสู่โลกใหม่โดยที่เรายังอยู่ที่เดิม (งงไหม เพราะอย่างนี้ไงผมถึงจำได้ เนื่องจากมันแปลก) คือเขาพยายามบอกให้พวกเราช่วยกันทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น เพื่อที่ว่าเราอยู่ที่ไหนก็ได้ มันไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ แต่เป็นการขอร้องให้ร่วมมือช่วยกันสร้างสิ่งแวดล้อมดีๆ ให้เกิดขึ้นด้วยตัวของพวกเราเอง

รายละเอียดของวงดนตรีนั้นผมจำได้นิดหน่อย มีมือเบสที่เล่นกีต้าร์ด้วยมือขวา ผอมสูง (น่าจะอายุมากที่สุดในกลุ่ม) ตัดผมทรงสกินเฮด หน้าตาย (ที่จริงก็หน้าตายกันทั้งวง ไม่มีใครยิ้มยกเว้นนักร้องคนเดียว) นักร้องหน้าใสๆ ผมตัั้งๆ (น่าจะเด็กที่สุดในกลุ่ม) ฉากที่ผมจำได้แม่นก็คือ ฉากที่ทุกคนนั่งๆ นอนๆ อยู่ในสวนสาธารณะเขียวขจี แล้วก็ร้องเพลงอย่างสบายอารมณ์ (ยกเว้นนักดนตรีที่เหลือที่ไม่ยอมยิ้ม)

ทำนองเพลงของพวกเขาแปลกๆ แบบว่าฟังแล้วเดาทางไม่ถูกว่าต่อไปจะเป็นยังไง อาจจะเหมือนนำกลอนเปล่ามาใส่ดนตรีมั๊ง ... แต่ก็สนุกดี และทำให้คิดได้ว่า บางทีเราไม่ควรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างๆ เพียงแค่การไม่ทำลายมันลง แต่เราควรที่จะช่วยกันสร้างมันขึ้นมาด้วยต่างหาก

จบเรื่องความฝันแต่เพียงเท่านี้ ไว้เมื่อไหร่ฝันสนุกๆ อีกจะมาเล่าให้ฟังอีกครา ;)

====
ปลายปีที่แล้ว ผมคิดอยากทำร้านให้เป็นสหกรณ์ แต่ก็แค่คิดเล่นๆ และเมื่อต้นปีผมได้กลับไปงานสถาปนามหาวิทยาลัยขอนแก่น ๔๐ ปี ผมได้ผ่านไปทางสหกรณ์มหาวิทาลัย แล้วก็คิดถึงสมัยที่เราเป็นนักศึกษาและเป็นสมาชิกสหกรณ์ โดยได้รับความรู้เรื่องสหกรณ์จากวิชาที่พวกเราเรียกว่า Co-op (เป็นหนึ่งในบรรดาวิชาที่ช่วยให้ผมไม่โดนรีไทร์ออกมาตั้งแต่ปีหนึ่ง) ทำให้ผมคิดถึงการตั้งสหกรณ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แต่พอคุยกับเพื่อนๆ แล้ว ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนกระทั่ง คุณสมเจตน์ มากล่าวเรื่อง สหกรณ์โอเพ่นซอร์ส ไว้ที่ Thailinuxcafe ซึ่งตรงกับความต้องการของผมพอดี แล้วก็เริ่มพูดคุยกัน จากนั้นพี่หวังเจ้าของเว็บ Thailinuxcafe ก็จัดการเปิด หัวข้อใหม่ เพื่อให้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นโดยเฉพาะ ถ้าสนใจเชิญ คลิ๊ก เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้นะครับ

====
Simon the GIANT

จำเจ้าหนูไซมอนที่ผมเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ Yo-Yo และท่าจูงหมาเดินคราวก่อนได้ไหมครับ :) วันนี้ไซมอนเป็นยักษ์ ...

หลายวันก่อน ผมเห็นเจ้าหนูไซมอนไม่มีเพื่อนเล่น วิ่งไป วิ่งมา แล้วก็มานั่งบังประตูทางเข้าร้าน (คงหวังจะได้รับแอร์เย็นๆ เวลาที่คนเปิดประตูเข้า-ออก เหมือนสมัยที่ผมเป็นเด็กชอบไปนั่งหน้าร้านกนิษฐ์พิซซ่ากระมัง) ผมก็เลยคิดจะทำของเล่นให้เขาได้เล่น ของเล่นที่ผมคิดว่าง่ายในการทำ และเด็กๆ คงชอบคือเครื่องบินกระดาษ ผมจึงบรรจงลงมือพับเครื่องบินกระดาษรุ่นสองหัวให้เขา แต่พอพับเสร็จ ปรากฏว่าไซมอนวิ่งหนีเข้าซอยไปหาย่าแล้ว ผมจึงเก็บเครื่องบินลำนั้นไว้ (แอบเอาออกมาเล่นบ้างเหมือนกัน) รอเวลามอบเครื่องบินให้เขาทีหลังเมื่อมีโอกาส

วันนี้ไซมอนมาพร้อมกับขวานพลาสติกสีเหลืองสด ด้ามสีชมพูสวยงาม (ขวานยาวกว่าแขนไซมอนอีก) เดินกร่างผ่านหน้าร้านผม แล้วก็หยุดเอาขวานจามฟุตบาทเป็นระยะๆ พร้อมคำราม ... ผมเห็นว่ามันดูดุร้ายไปหน่อยสำหรับเด็กอายุสองขวบ แล้วก็นึกถึงเครื่องบินลำที่ผมพับเตรียมไว้ให้เขาขึ้นมาได้ จึงทำการค้นหา (ตามซอกโต๊ะที่รกๆ ตามธรรมชาติ) เมื่อพบแล้วก็ออกไปมอบให้กับไซมอน พร้อมกับร่อนเป็นตัวอย่างให้เขาดูสองสามครั้ง พอผมมอบเครื่องบินให้ไซมอน เขาก็ยิ้มดีใจ ฉวยเครื่องบินกระดาษขึ้นมากำ ด้วยมือซ้าย แล้วถือขวานด้วยมือขวา เดินกร่างไปหาย่า โดยไม่ลืมที่จะหยุดเอาขวานจามฟุตบาทเป็นระยะๆ พร้อมคำราม ก๊าส ก๊าส ...

ผมทำให้ไซมอนเป็นยักษ์ที่สมบูรณ์แบบไปซะแล้ว ... (จะมีหน่วยรบไหนมาโจมตียักษ์ตนนี้ไหมเนี่ยะ เป็นห่วง)

2 Comments:

At Tuesday, June 08, 2004 4:32:00 PM, Blogger fat dog father said...

Simon the GIANT
เรื่องนี้เขียนดีน่ะ ชอบมาก อ่านแ้ล้วได้อารมณ์ดี

 
At Tuesday, June 08, 2004 5:01:00 PM, Blogger NOI said...

ขอบคุณครับ :) (อมยิ้มน้อม ยิ้มใหญ่) ตะกี้ไซมอนโดนแม่ตี แล้วร้องไห้วิ่งไปหาย่าให้ปลอบ ... ในที่สุดผมก็รู้แล้วว่า ถ้าจะปราบยักษ์ ก็ต้องให้แม่ยักษ์มาจัดการ ;)

 

Post a Comment

<< Home